เก็บของมีค่าไว้ตรงไหนดี ให้ปลอดภัยที่สุด 

การที่เราที่เรามีของมีค่าไว้ที่บ้าน เราก็คงสงสัยว่าจะเก็บของมีค่าไว้ตรงไหนดี ให้ปลอดภัยที่สุด เพราะหากเราวางของมีค่าเอาไว้ในที่ทุกคนหาได้ง่าย เมื่อโจรเข้ามา หรือมีคนที่ไม่หวังดีเข้ามา เขาคงจะเห็นแล้วเอาไปอย่างแน่นอน 

1.โหลสารพัดประโยชน์
บรรดาโหลใส่ของในครัว ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล พริกไทย งา ฯลฯ ให้เรานำแกนทิชชูใส่ลงไปตรงกลางขวดโหล เพื่อทำให้ในขวดโหลเกิดช่องว่างและสามารถซ่อนของมีค่าได้ เมื่อซ่อนสิ่งเหล่านั้นแล้วจะสามารถนำขวดเหล่านี้ไปรวมกับโหลอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเป็นจุดสังเกต

2.กระถางต้นไม้ไม่ได้มีไว้แค่ประดับบ้าน
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการนำของมีค่า ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ทองคำใส่กล่อง หรือถุงพลาสติกแล้วมัดให้เรียบร้อยก่อนจะนำไปฝังดินในกระถางต้นไม้

3.เล่นกลในลิ้นชัก
บอกแบบนี้นึกภาพกันออกไหม วิธีการก็คือเมื่อนำของมีค่าไปวางไว้ที่ก้นลิ้นชักแล้วให้หาแผ่นไม้ที่มีขนาดและสีเหมือนกันลิ้นชักปิดทับไว้อีกชั้น แค่นี้ก็สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกัน นอกจากนั้นยังไม่มีใครสงสัยอีกด้วย

4.กรอบรูปวิธีสุดคลาสสิก
ไม่ว่าจะคิดวิธีซ่อนแบบไหน วิธีนี้ยังใช้ได้เสมอ นั่นคือการซ่อนเงิน ของมีค่าไว้หลังกรอบรูป แต่ควรนำกรอบรูปนั้นไปตั้งหรือแขวนร่วมกับกรอบรูปอื่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต

5.หนังสือ
หลายคนก็คิดถึงวิธีนี้ เพราะมันทำได้ง่าย และมักไม่ค่อยมีคนสังเกต เพียงแต่คุณควรจำให้ได้ว่าซ่อนเงินไว้ในหนังสือเล่มไหน

6.เต้ารับปลั๊กไฟ
เป็นอีกหนึ่งวิธีแนะนำนั่นคือการทำเต้ารับปลั๊กไฟปลอมๆ ไปติดกับผนังเพื่อซ่อนเงินหรือทองคำเอาไว้ อีกอย่างโจรไม่น่าจะพยายามแงะเต้ารับปลั๊กไฟออกเพื่อดูว่ามีเงินซ่อนอยู่หรือเปล่า การเก็บของมีค่าเอาไว้ตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ดีทีเดียว

7.ตู้เย็น
หากคิดจะซ่อนเงินสด ทองคำ หรือของมีค่าอื่นๆ ไว้ในตู้เย็นให้นำไปใส่ขวดโหล กล่องขนม จากนั้นจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นรวมกับอาหารอื่นๆ จะได้ปลอดภัยไร้กังวล นอกจากในตู้เย็นแล้ว บริเวณด้านหลังตู้เย็นที่มีส่วนปิดการทำงานของเครื่องทำความเย็นนั้นอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งสำหรับซ่อนของมีค่าได้

8.กระป๋องสีเก่า
กระป๋องสีเก่า ที่ไม่มีสีแล้ว และถูกวางรวมไว้ในโรงจอดรถ ห้องเก็บของเป็นอีกจุดหนึ่งที่เหมาะสำหรับการเก็บซ่อนของมีค่า แต่คุณต้องจำให้แม่นยำนะว่าอยู่ในกระป๋องใบไหน

สำหรับวิธี เก็บของมีค่าไว้ตรงไหนดี ให้ปลอดภัยที่สุด ที่เรานำมานั้น เป็นเพียงวิธีที่เราได้ยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางให้ หากคุณคิดว่าเป็นวิธีที่ไม่เวิคร์ ก็สามารถคิดและทำตามสิ่งที่ตัวเองคิดได้เลย

เดจาวู…..

            หลายคนรู้หรือไม่ว่าการฝันเดจาวู คืออะไร เราเชื่อว่า เดจาวู ส่วนใหญ่เกิดจากการที่สมอง ทำงานผิดพลาดพูด อีกอย่างหนึ่งก็ คือ คิดไปเองแต่มีครั้งหนึ่ง  เพื่อนพาผมไปทานข้าวที่ร้านอาหารแถวๆจตุจักร .. เป็นร้านอาหารเปิดใหม่ผมไม่เคยไปมาก่อนพอ ก้าวเข้าไป ในร้านนั่งสั่งอาหาร ผมเกิดความรู้สึกว่า..เฮ้ย..เราเคยอยู่ที่นี่ สั่งอาหารแบบนี้ร้านแบบนี้เลยนี่น่า เดี๋ยวซักพักเราต้องสั่งใหม่เพราะวันนี้ทางร้านหมูกรอบหมดนี่นาพอดีว่าในช่วงนั้นผมหมั่นฝึกสติอยู่ตลอดเวลา ผมเลยไหวตัวทันแล้วจึงรีบพูดบอกเพื่อนที่มาด้วยกันว่า”เอ็งคอยดูนะ เดี๋ยวสักพักเด็กเสิร์ฟ จะมาบอกว่าหมูกรอบผัดกระเพราไม่ได้เพราะหมูกรอบหมด” 

แป๊บเดียว เด็กเสิร์ฟก็เดินกลับมาบอกว่า หมูกรอบหมด เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหมคะ แบบนั้นจริง ๆ

           เวลาฝันต้องเอาปากกาจดเอาไว้เลยครับเพราะเดจาวูมีสองแบบ

แบบที่1. เกิดจากการบันทึกข้อมูลของสมองผิดพลาด กล่าวคือ เราเห็นเหตุการณ์จริงเพียงครั้งเดียวแต่สมองบันทึกว่าเราเห็นเหตุการณ์นั้นมาล่วงหน้า. กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วสมอง save  ภาพโดยลงเวลาของภาพนั้นซ้ำเป็นสองภาพ เราจึงถูกสมองหลอกว่าเราเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า (คล้ายๆเราถ่ายภาพเพียงครั้งเดียวแต่แล้วกลับ save ภาพลงคอม สองรอบ โดยลงดัชนีภาพทั้งสองภาพเป็นคนละเวลา เมื่อเรามาเปิดคอมดูในภายหลัง(เสี้ยววินาทีหลังภาพถูกดับเบิ้ลเซฟ) เราจะแปลความได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นสองครั้ง

แบบที่ 2 คือเราเห็นเหตุการณ์ก่อนที่มันจะเกิดและสมองเราก็ save ความทรงจำนั้นไว้ได้ และเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ๆ สมองก็จะ save ภาพนั้นซ้ำอีก เราจึงทราบว่าเรารู้เหตุล่วงหน้า

ข้อสังเกตุคือ เราจะไม่สามารถแยกแยะด้วยตนเองในความแตกต่างระหว่างแบบที่2 กับ แบบที่1ได้เลย

เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้เปิดดู ภาพเห็นเป็นสองภาพคนละเวลา ผู้ใช้จะไม่ทราบเลยว่าภาพทั้งสองเกิดจากก

ก.การถ่ายสองครั้งคนละเวลาหรือเกิดจาก

ข.การถ่ายครั้งเดียวเวลาเดียวแต่save  ภาพเป็นสองภาพคนละเวลา

ส่วนตัวเราเคยฝันอยู่หนึ่งเรื่องคือ ฝันว่าภายเรืออยู่กลางทะเลทราย  เราจะฝันแบบนี้อยู่ประมาณ 4-5 ปี อย่างน้อยปีละ 5 ครั้ง ความรู้สึกมันคือแย่มากบอกตรง ๆ มันจะหวิว ๆ อยู่ในใจตลอดเวลาจนตื่นขึ้น  

จากข้างต้นที่กล่าวมา เดจาวู 2แบบ นี้แบบที่ 1 คิดไปเอง แบบที่ 2 เหตุการณ์ล่วงหน้า ถ้าคุณเชื่อเรื่องโลกคู่ขนาน เดจาวูคือพี่น้องท้องเดียวกันกับ โลกคู่ขนาน เพราะถ้าคุณทำตามเรื่อง มันจะดำเนินต่อจนถึงจุดสิ้นสุดของความจำ แต่ ถ้าคุณเลือกจะไม่ทำตามเรื่อง เดจาวูจะไม่เกิดขึ้น โลกคู่ขนาน จะบรรจบโลกหลัก(โลกที่มีตัวตนและความรู้สึกนึกคิดของคุณ) ก็ตอนที่คุณทำตามเดจาวู ก่อนที่เหตุการณ์ถัดไปจะแยกจากกันเป็นรูปตัว X

ซึ่งจุดที่คุณยืนอยู่ นั่งมองอยู่ คุณคือโลกหลักของตัวคุณ แต่คุณคือตัวขนานของโลกคู่ขนานอีกโลกนึง  กล่าวก็คือ ตัวหลักนับจากตัวตนและความรู้สึกนึกคิดของตนในโลกนั้น ๆนั่นเอง

            สุดท้ายแล้วเราจะเชื่อเรื่อง เดจาวูหรือไม่ก็ยู่ที่ตัวเรา ว่ามีความเชื่อมากขนาดไหน แต่ในส่วนตัวเราเชื่อว่ามีโลกคู่ขนาดแน่นนอน เพราะการที่เราฝันแบบนั้นเป็นเวลาหลายปี เราก็ได้คิดแล้วว่าเราอาจจะต้องตัวคนเดียว แบบนี้เราต้องทำตัวเองให้ดีเสมอ จนปัจจุบันนี้เราไม่ได้ฝนถึงอีกแต่บางทีอาจจะมีการฝันนาน ๆ ทีที่เราจะฝันแบบนี้อีก