บล็อกโคลี่มีประโยชน์อะไรบ้าง…

สำหรับ บล็อกโคลี่ (Broccoli) นั้นเป็นผักในตระกูลกะหล่ำหรือคะน้าที่นิยมนำดอกอ่อน และก้านดอกมารับประทานกันเป็นอย่างมาก ส่วนมากในไทยจะนำเข้ามาจากออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น เพราะการปลูกในประเทศยังมีน้อย ไม่เพียงพอต่อการบริโภค

แต่ถึงจะต้องรับมาจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นที่นิยมในการรับประทานมาก เพราะในตัวบล็อกโคลี่นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ที่สามารถออกฤทธิ์ต้านการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด แต่ก่อนที่เราจะรับประทาน ก็ควรจะรู้ก่อนว่า บล็อกโคลี่มีประโยชน์อะไรบ้าง มาดูกัน

ลักษณะของบล็อกโคลี่

1. ดอก
บล็อกโคลี่ ออกดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ มีขนาดช่อดอกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยพันธุ์หนักที่ปลูกในต่างประเทศจะใหญ่กว่า ช่อดอกมีก้านช่อสีเขียวอมเทา ปลายช่อเป็นดอกย่อยสีเขียวเข้ม ดอกย่อยแต่ละช่อมีมากกว่า 30 ดอกขึ้นไป ซึ่งซ้อนกันหนา แต่เกาะกันหลวมๆ

ดอกบร็อคโคลีที่เรานำมารับประทาน คือ ส่วนของดอกอ่อน ประกอบด้วยดอกย่อยที่แต่ละดอกจะมีอายุแตกต่างกัน มีก้านดอกเป็นแกนกลางร่วมกัน ดอกอ่อนจะมีปลายดอก หรือเรียกว่า เฮด (Head) เป็นสีเขียว ก้านดอกด้านล่างมีสีขาว เมื่อดอกแก่ ก้านดอกจะแทงขึ้นสูง และดอกจะบานออก ตัวดอกประกอบด้วยกลีบดอกขนาดเล็ก สีเหลือง จำนวน 4 กลีบ ด้านในมีเกสรเพศผู้ 6 อัน รังไข่มี 2 ห้อง

2. ราก และลำต้น
บล็อกโคลี่ มีลำต้นใหญ่ อวบ เป็นทรงกลม สูงประมาณ 30-75 เซนติเมตร ลำต้นแตกใบ และดอกออกเป็นทรงพุ่มกว้าง 20-80 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งพันธุ์เบาที่ปลูกในไทยจะเป็นพันธุ์ขนาดเล็ก ส่วนระบบรากประกอบด้วยรากแก้ว และรากแขนง รากหยั่งลึกประมาณ 25-35 เซนติเมตร

3. ใบ
ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันถี่บริเวณโคนลำต้น ก้านใบยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ก้านใบมีหูใบ 1 คู่ ที่โคนก้าน ส่วนแผ่นใบมีลักษณะกว้าง และหนา โคนใบตัด ปลายใบมน แผ่นใบมีสีเทาอมเขียว มีเส้นกลางใบสีขาวขนาดใหญ่ ขอบใบบิดเป็นลูกคลื่น

4. ผล และเมล็ด
ผลบร็อคโคลี เรียกเป็นฝัก (silique) มีก้านฝักขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ฝักมีลักษณะเรียวยาว คล้ายกับฝักผักกาดทั่วไป ฝักกว้างประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ฝักมีร่องหรือรอยตะเข็บ 2 อัน ซ้าย-ขวา ตามแนวยาวด้านข้างฝัก ด้านในฝักมีเมล็ด ฝั่งละ 10-20 เมล็ด โดยฝักส่วนปลายจะไม่มีเมล็ด เพราะเป็นส่วนที่พัฒนามาจากก้านเกสรตัวเมีย ทั้งนี้ ฝักจะแก่ประมาณ 50-90 วัน หลังดอกบาน จำนวนฝักต่อต้นประมาณ 200-300 ฝัก หรือมากกว่า

เมล็ดมีลักษณะทรงกลมขนาดเล็ก เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลแดง และแก่มากเป็นสีดำ ขนาดเมล็ดประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร เมล็ด 1,000 เมล็ด จะหนักประมาณ 3-4 กรัม 

ประโยชน์จากบล็อกโคลี่
ป้องกันการเกิดมะเร็ง , ป้องกันโรคเบาหวาน , ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง , ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด , ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด , ช่วยป้องกันโรคหัวใจ , ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย , ต้านอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) พบมากในบร็อคโคลี่ สามารถออกฤทธิ์ต้านการเกิดมะเร็งได้ ได้แก่  มะเร็งปอด , มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ , มะเร็งเต้านม , มะเร็งต่อมลูกหมาก , มะเร็งต่อมน้ำเหลือง , มะเร็งลำ ไส้ใหญ่ , โรคมะเร็งกระเพาะ , มะเร็งที่ผิวหนัง

การรับประทานดอกอ่อนบร็อคโคลีในระหว่างการตั้งครรภ์ จะช่วยให้มารดามีสุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดทั้งในมารดา และทารกในครรภ์ รวมถึงช่วยให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดี

เราก็ได้รู้กันแล้วว่า บล็อกโคลี่มีประโยชน์อะไรบ้าง หากจะรับประทานก็สามารถเตรียมไว้ทำอาหารอร่อยๆ ได้เลย เมื่อรู้ว่า บล็อกโคลี่ นั้นมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ จะไม่รับประทานก็คงไม่ได้แล้ว หากเป็นคนที่รักสุขภาพ บล็อกโคลี่คงเป็นทางเลือกที่ดี

ผู้หญิง มีบุตรยาก สาเหตุเกิดจากอะไร

    หลายคนคงเคยได้ยินว่า คำว่า “ลูก” นั้นคือโซ่ทองคล้องใจเส้นสำคัญของชีวิตคู่ ดังนั้นเมื่อคู่รักคู่ใดกำลังประสบปัญหาภาวะการมีบุตรยากคงจะเป็นเรื่องที่น่าทุกข์ใจอยู่ไม่น้อย 

    ภาวะการมีบุตรยาก คือ การที่คู่สมรสหรือบุคคลใดที่มีความสัมพันธ์ทางเพศอยู่เสมอเป็นเวลา 12 – 24 เดือนขึ้นไป แต่ยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการใช้การคุมกำเนิดรูปแบบใดเลยก็ตาม

    โดยสาเหตุของภาวะการมีบุตรยากก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง หรือจากทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้ ดังนั้น เราจะมาทราบถึงสาเหตุที่อาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาภาวะการมีบุตรยากของ “เพศหญิง” กันว่ามีสาเหตุใดบ้างที่เข้าข่ายต้นเหตุปัญหาน่าหนักใจนี้

อายุมากทำให้มีปัญหาตามมา เพราะอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดฮอร์โมนและความเปลี่ยนแปลง และเสี่ยงต่อภาวะไข่ไม่ตก ท่อรังไข่อุดตัน มีเนื้องอกในมดลูก มีพังผืดเกิดขึ้นในช่องเชิงกรานหรือที่ปีกมดลูก และโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

มีความเครียด เพราะฮอร์โมนจากความเครียดจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์

ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอลล์ที่มากไป อาจส่งผลให้โอกาสในการมีลูกลดลงมากถึง 50% เพราะร่างกายได้รับแอลกอฮอลล์ที่มากเกินไป

สูบบุหรี่จัด การสูบบุหรี่เฉลี่ยแล้วมากกว่าวันละ 10 มวน อาจส่งผลให้มีลูกยากได้กว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 3 เท่า เพราะบุหรี่จะลดประสิทธิภาพของมดลูกที่เป็นที่ฝังของตัวอ่อน

ติดสารเสพติด แน่นอนว่าการเสพสารเสพติดทำให้ร่างกายอ่อนแอ ระบบร่างกายผิดปกติและส่งผลต่อการมีลูกยาก

การเลือกอาหารการกินที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ จะส่งผลให้สารอาหารไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ

น้ำหนักเกินมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือน้อยกว่ามาตรฐานก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งสิ้น เพราะน้ำหนักที่ไม่อยู่ในเกณฑ์จะทำให้ควาสามารถในการเจริญพันธุ์ลดน้อยลง และเสี่ยงต่อการแท้งลูกง่าย

    สาเหตุข้างต้นคือปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการมีลูกยาก ดังนั้น หากต้องการมีลูก ควรมีการเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อตนเองและลูกในอนาคต

น้ำตาลสังเคราะห์

                          อาจจะรู้สึกไม่ดีสักเท่าไร เพราะเป็นอะไรที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ น้ำตาลเทียมก็เช่นเดียวกัน เพราะน้ำตาลกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำการสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความหวานแบบไร้พลังงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้ำตาลเทียมทุกชนิดจะมีโทษเสมอไป

จะเห็นได้ว่าในโลกของเรานี้ มีวิวัฒนาการด้านอาหารและสารเคมีที่ก้าวหน้าและพัฒนาอยู่เสมอ จนบางครั้งอาจมีการคิดค้นสารเคมีใหม่ๆเพื่อนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น แต่สารบางอย่างอาจยังไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยในการบริโภค ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวได้ การตรวจสอบฉลากจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จะสามารถป้องกันอันตรายจากการบริโภคอาหารต่างๆได้ เพราะส่วนผสมที่อยู่ในอาหารนั้นๆจำเป็นจะต้องถูกตรวจสอบและผ่านการอนุมัติมาแล้วทั้งสิ้น เอซซัลเฟม เค (acesulfame K) เป็นอีกหนึ่งในน้ำตาลเทียมที่ปลอดภัยในการบริโภค สารให้ความหวานชนิดนี้ผลิตโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของ Acetoacetic acid และรวมตัวกับ โพแทสเซียมไอออนเพื่อให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ให้ความหวานสูงกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่า และไม่ให้พลังงาน เอซซัลเฟม เค เป็นสารเคมีที่อยู่ตัวในสภาพการใช้งานทั่วๆไปในอาหาร และจากการทดสอบต่างๆ ไม่แสดงว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีการใช้สารให้รสหวานชนิดนี้ในน้ำอัดลม เครื่องดื่มอื่นๆ ลูกกวาด และของหวานต่างๆ เป็นต้น

สารให้ความหวานชนิดต่อมาถูกเรียกกันว่า แอสปาร์แทม (Aspartame) ซึ่งได้จากกระบวนการเพาะเชื้อแบคทีเรียเพื่อสร้างกรดอะมิโน ชนิด L-phenylalanine และ aspartic acid ขึ้นอย่างละเท่าๆกัน จากนั้นจึงทำการสังเคราะห์ Ester โดยการนำ methanol ในสารละลายกรด Hydrochoric มาทำปฏิกิริยากับ L-phenylalanine จะทำให้เกิดเป็น methyl ester of phenylalanine แล้วจึงนำ methyl ester of phenylalamine มาทำปฏิกิริยากับ aspartic acid จนได้เป็น dipeptide amide structure หรือแอสปาร์แทมนั่นเอง สารให้ความหวานชนิดนี้ได้รับการยอมรับว่าค่อนข้างปลอดภัยในการใช้บริโภค โดยจะให้ความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 200 เท่า และเป็นสารที่ให้พลังงาน 4 แคลอรีต่อกรัม แต่เวลาที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารจะใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าน้ำตาลมาก ทำให้สามารถใช้ทำอาหารพลังงานต่ำได้ อย่างไรก็ตาม น้ำตาลชนิดนี้มีข้อจำกัดในการใช้เนื่องจากเป็นสารที่สลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน และเมื่อสภาพความเป็นกรด-ด่างไม่เหมาะสม ทำให้สูญเสียคุณสมบัติในการให้ความหวานไป อีกทั้งยังพบว่ามีผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ?เฟนิลคีโตนูเรีย? (Phenylketonuria-PKU) ไม่สามารถจะบริโภคสารให้ความหวานชนิดนี้ได้ เนื่องมาจากบุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถใช้และกำจัดเฟนิลอะลานีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของแอสปาร์แทมได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อสมอง องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาจึงกำหนดให้มีการระบุส่วนผสมในฉลากในกรณีที่อาหารนั้นๆมีแอสปาร์แทมเป็นส่วนประกอบ

น้ำตาลธรรมชาติโดยทั่วไป เช่น กลูโคส ฟรุกโทส แล็กโทส ซูโครส เป็นต้น จัดอยู่ในสารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ทางโภชนาการ และถือเป็นแหล่งพลังงานแหล่งหนึ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินความต้องการของร่างกายอาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำหนักเกินหรือปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆตามมา ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นหาน้ำตาลเทียมซึ่งเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลเพื่อที่จะลดปริมาณแคลอรีให้ต่ำลงและเหมาะแก่การใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่จำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเดือดได้ เริ่มต้นทำความรู้จักกับน้ำตาลเทียมตัวแรกกันเลย นั่นก็คือ ขัณฑสกรหรือแซกคาริน (Saccharin) น้ำตาลชนิดนี้ได้มาจากกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีระหว่างสารหลายชนิด ได้แก่anthranilic acid, nitrous acid, sulfur dioxide, chlorine และ ammoniaซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาลทรายปกติแล้ว จะมีความหวานมากกว่าถึง 300-700 เท่า และเนื่องจากความหวานระดับสูงมาก จึงส่งผลให้เกิดรสขมได้หากใช้ในปริมาณมาก นอกจากนี้ ขัณฑสกรยังถือเป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน ประกอบกับมีความหวานที่สูง จึงมีการนำไปใช้กันในอาหารควบคุมน้ำหนักหรืออาหารที่ให้พลังงานต่ำ อย่างไรก็ตามการใช้ขัณฑสกรอาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า ขัณฑสกรสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ทดลองได้ บางประเทศจึงได้ประกาศห้ามใช้สารนี้ผสมในอาหาร รวมถึงในประเทศไทยที่ไม่อนุญาตให้ใช้ขัณฑสกรเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มด้วยเช่นกัน

น้ำตาลเทียมตัวที่สองที่อันตรายไม่แพ้กัน มีชื่อเรียกว่า ไซคลาเมต (cyclamate) สารตัวนี้จัดเป็นเกลือโซเดียมหรือเกลือแคลเซียมของ cyclamic acid ที่ผลิตโดยกระบวนการ Sulfonation ของ Cyclohexylamine หรือการแทนที่หมู่ซัลโฟนิกลงในโมเลกุลของ Cyclohexylamine จากกระบวนการดังกล่าวนี้จะทำให้ได้น้ำตาลที่มีความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 30 เท่าและไม่ให้พลังงาน และเนื่องด้วยเป็นสารความหวานที่ให้รสหวานที่ไม่สูงมากนักจึงทำให้อาหารไม่ออกรสหวานเอียนหรือขมเวลากิน และไม่ทำให้ได้รสหวานติดลิ้นอยู่หลังจากกินอาหารนั้นหมดแล้ว แต่จากศึกษาวิจัยพบว่า การบริโภคไซคลาเมตอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ เนื่องจากไซคลาเมตอาจถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ และกลายสภาพเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่งซึ่งจะตรวจพบได้ในปัสสาวะหลังจากการบริโภคไซคลาเมต ดังนั้นน้ำตาลชนิดนี้จึงถูกห้ามไม่ให้ใช้ในหลายๆประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศไทย